วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562

คำประสม.


                                                                    นางสาวจันทร์จิรา เรืองฤทธิ์ สาขาภาษาไทย
                                                        รหัส ๖๑๑๘๑๐๑๐๐๐๘
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คำประสม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คำประสมคำประสม     คือ   คำที่เกิดจากการเอาคำมูลที่มีความหมายต่างกันตั้งแต่   ๒  คำขึ้นไปมารวมกันเข้าเป็นคำเดียว   กลายเป็นคำใหม่   มีความหมายใหม่   แต่ยังมีเค้าความหมายเดิมอยู่   เช่น   ลูกเสือ ( นักเรียนที่แต่งเครื่องแบบ )    แสงอาทิตย์  ( งูชนิดหนึ่งมีเกล็ดสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ซึ่งแปลกกว่างูชนิดอื่น  ๆ )    หางเสือ  ( ที่บังคับทิศทางเรือ )   แต่ถ้าลูกเสือ  หมายถึง  ลูกของเสือ   แสงอาทิตย์  หมายถึง  แสงของดวงอาทิตย์        หางเสือ  หมายถึง   หางของเสือ   อย่างนี้ไม่จัดเป็นคำประสม   เพราะไม่เกิดความหมายใหม่ขึ้น  จัดเป็นวลีที่เกิดจากการเรียงคำธรรมดาเท่านั้น
  คำประสมภาษาไทยเกิดขึ้นได้หลายกรณี   ดังนี้   
 ๑.  เกิดจากคำไทยประสมกับคำไทย  เช่น
         ไฟ       +        ฟ้า      =        ไฟฟ้า
          ตาย    +        ใจ      =        ตายใจ
          ผัด     +        เปรี้ยว           +        หวาน            =        ผัดเปรี้ยวหวาน

๒.  เกิดจากคำไทยประสมกับคำต่างประเทศ   เช่น
ไทย    +        บาลี    =        หลัก   +        ฐาน    -         หลักฐาน
บาลี    +        ไทย    =        ราช    +        วัง       -         ราชวัง
ไทย    +        สันสฤต         =        ทุน     +        ทรัพย์ -         ทุนทรัพย์
ไทย    +        สันสฤต         =        ตัก      +        บาตร  -         ตักบาตร
รูปภาพที่เกี่ยวข้องไทย    +        เขมร   =        นา      +        ดำ      -         นาดำ
ไทย    +        เขมร   =        นา      +        ปรัง    -         นาปรัง
จีน      +        ไทย    =        หวย    +        ใต้ดิน  -         หวยใต้ดิน
ไทย    +        จีน      =        ผ้า      +        ผวย    -         ผ้าผวย
ไทย    +        อังกฤษ         =        เหยือก          +        น้ำ     -         เหยือกน้ำ
ไทย    +        อังกฤษ         =        พวง    +        หรีด    -         พวงหรีด
๓.   เกิดจากคำต่างประเทศประสมกับคำต่างประเทศ   เช่น
 บาลี   +        จีน      -         รถ      +        เก๋ง     -         รถเก๋ง
บาลี    +        สันสฤต         -         กิตติ   +        ศัพท์   -         กิตติศัพท์
จะเห็นว่า   คำประสมเกิดขึ้นได้จากการรวมตัวกันระหว่างคำไทยกับคำไทย    คำไทยกับคำต่างประเทศ  และคำต่างประเทศกับคำต่างประเทศ 
ชนิดของคำที่เอามาประสมกัน
คำไทยมีอยู่   ๗   ชนิด   คือ   คำนาม   คำสรรพนาม   คำกริยา   คำวิเศษณ์   คำบุพบท   คำสันธาน และ  คำอุทาน แต่คำไทยทั้ง   ๗   ชนิด   นี้มิใช่จะเอามาประสมกันได้ทั้งหมด   
คำที่ใช้ประสมกันได้เท่าที่ปรากฏ   มีดังนี้
๑.  คำนามประสมกับคำนาม
 เช่น     พ่อตา     แม่ยาย     ลูกน้อง     หน้าม้า     ลิ้นปี่     คอยหอย     หีบเสียง
กล้วยแขก           แม่น้ำราชวัง
๒.  คำนามประสมกับคำกริยา
 เช่น     นักร้อง     หมอดู     บ้านพัก     เรือบิน     ยาถ่าย     รถเข็น     ไก่ชน    
คานหาม     น้ำค้าง     คนเดินตลาด
๓.  คำนามประสมกับคำวิเศษณ์
เช่น     น้ำแข็ง     เบี้ยล่าง     หัวใส     หัวหอม     ใจดี     ใจเย็น     ม้าเร็ว     น้ำหวานปากเบา     ปลาเนื้ออ่อน
๔.  คำนามประสมกับคำลักษณะนาม
เช่น     วงแขน     วงกบ     ดวงหน้า     ลูกชิ้น     ดวงใจ     เพื่อนฝูง
๕.  คำนามประสมกับคำสรรพนาม
เช่น     คุณยาย     คุณพระ     คุณหลวง
๖.   คำกริยาประสมกับคำกริยา
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง เช่น     ตีพิมพ์     เรียงพิมพ์     พิมพ์ดีด     นอนกิน     ฟาดฟัน     กันสาด     ตีชิง
ห่อหมก     เที่ยวขึ้น     เที่ยวล่อง
๗.  คำกริยาประสมกับคำวิเศษณ์
เช่น     ลงแดง     ยินดี     ถือดี     ยิ้มหวาน     สายหยุด     ดูถูก     ผัดเผ็ด     ต้มจืด
บานเย็น     บานเช้า
๘.  คำวิเศษณ์ประสมกับคำวิเศษณ์
เช่น     หวานเย็น     เขียนหวาน     เปรี้ยวหวาน     คำขำ     คมขำ     คมคาย
การพิจารณาคำประสม
คำประสมมีลักษณะเป็นกลุ่มคำหรือวลี   การพิจารณากลุ่มคำใด  ๆ  ว่าเป็นคำประสมหรือไม่นั้น   สามารถพิจารณาได้จากลักษณะต่อไปนี้
๑.  พิจารณาลักษณะการเรียงคำและความหมาย      คำประสมจะเรียงคำหลักไว้ข้างหน้า   คำที่เป็นเชิงขยายจะเรียงไว้ข้างหน้า   ความหมายที่เกิดขึ้นจะเป็นความหมายใหม่โดยมีเค้าความหมายเดิมอยู่   เช่น
ลูกน้ำ  หมายถึง        ลูกยุง  เป็นคำประสม
ไฟฟ้า  หมายถึง        พลังงานชนิดหนึ่ง     เป็นคำประสม
เบี้ยล่าง         หมายถึง        เสียเปรียบ     เป็นคำประสม
ยิงฟันหมายถึงการเผยอริมฝีปากให้เห็นฟันเป็นคำประสม
 แต่ถ้าหมายถึงการทำร้ายหรือยิงฟัน  ( ฟัน  =   อวัยวะ )      ก็ไม่เป็นคำประสม
เป็นเพียงวลีธรรมดา  เพราะถึงแม้จะเรียงคำเหมือนกันก็ตาม แต่ความหมายไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
 เว้นจังหวะ       หมายถึง           การหยุดไว้ระยะ               ไม่เป็นคำประสม
คนหนึ่ง           หมายถึง           คน  ๆ  เดียว                       ไม่เป็นคำประสม
๒.  พิจารณาจากลักษณนาม  ที่ใช้กับคำที่สงสัยว่าจะเป็นคำประสมหรือไม่โดยลองแยกดูว่าคำลักษณนามนั้นเป็นลักษณนามของทั้งสองคำร่วมกันหรือเป็นของคำหนึ่งคำใดโดยเฉพาะถ้าเป็นลักษณนามของทั้งสองคำร่วมกันกลุ่มคำนั้นก็เป็นคำประสมแต่ถ้าเป็นของคำหนึ่งคำใดโดยเฉพาะกลุ่มคำนั้นก็ไม่เป็นคำประสมเช่น
 ลูกตา   คน       นี้เสียแล้ว         คำว่า    ลูกตา   ไม่เป็นคำประสม   พิจารณาจากลักษณนาม  “ คน ”   เป็นลักษณะนามของตา   ซึ่งเป็นคน
 ลูกตา   ข้าง      นี้เสียแล้วคำว่าลูกตา  เป็นคำประสม   พิจารณาจากลักษณะนาม    “ ข้าง”   เป็นลักษณะนามลูกตา  ( อวัยวะ )
  รถเจ๊ก  คน       นี้เก่ามากคำว่ารถเจ๊ก    ไม่เป็นคำประสม    รถเจ๊ก  คันนี้เก่ามาก    คำว่ารถเจ๊ก เป็นคำประสม
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง๓.  พิจารณาจากความหมายในประโยค   หรือดูจากข้อความที่แวดล้อมคำซึ่งเราสงสัย       ในประโยคบางประโยค      หรือในข้อความบางข้อความ   เราไม่สามารถบ่งออกไปได้ทันทีว่าคำใดเป็นคำประสม   จนกว่าเราจะได้พิจารณาความหมายของคำนั้นให้ชัดเจนเสียก่อน   เช่น   ในประโยคต่อไปนี้
ก.นั่นลูกเลี้ยงใคร
ข.นั่นลูกเลี้ยงของใคร
ค.นั่นลูกเลี้ยงใครไว้
 คำว่าลูกเลี้ยงในข้อ
ก.เป็นได้ทั้งคำประสมและไม่ใช่คำประสม ถ้ามีข้อความอื่น     
หรือเหตุการณ์มาชี้ให้เห็นว่า   ผู้พูดประโยคนี้กำลังหมายถึงใครคนหนึ่งคำว่า  “ ลูกเลี้ยง ”    ก็จะเป็นคำประสม   แต่ถ้าผู้พูดกำลังถามลูกของตัวเองว่าเลี้ยงใครอยู่   คำว่าลูกเลี้ยงก็ไม่เป็นคำประสม  
ส่วนคำว่าลูกเลี้ยงในข้อ  ข.ข้อความใกล้เคียงบ่งชี้ว่าเป็นคำประสม อย่างไม่มีปัญหา   
ส่วนข้อ   ค.  คำว่าลูกเลี้ยงไม่ได้เป็นคำประสมคำว่าลูกเป็นนามและคำว่าเลี้ยงเป็นกริยาของประโยค
หรือ   ประโยคว่า  “ ลูกน้องของเธอมาแล้ว ”    คำว่าลูกน้อง   ก็อาจจะเป็นได้ทั้งคำประสมและไม่ใช้คำประสมเราจะตัดสินได้ก็ต่อเมื่อมีข้อความอื่นมาขยายหรือเราอยู่ในเหตุการณ์ที่กำลังพูดประโยคนี้อยู่ด้วยหรือสังเกตการเน้นคำก็ได้   เพราะคำว่า   ลูกน้อง   อาจมีความหมายว่า   ลูก  ( ของ )  น้อง  ( ไม่เป็นคำประสม )  หรือ  ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ  ( ของเธอ )   ( เป็นคำประสม )   เป็นต้น
ประโยชน์ของคำประสม
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คำประสม   ๑.  ทำให้มีคำใช้ในภาษามากขึ้นโดยใช้คำที่มีอยู่แล้วเอามารวมกันทำให้เกิดคำใหม่ ได้ความหมายใหม่
 ๒.  ช่วยย่อความยาวๆให้สั้นเข้าเป็นความสะดวกทั้งในการพูดและการเขียน   เช่น
นักร้อง          =          ผู้ที่ชำนาญในการร้องเพลง
ชาวนา          =          ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในผืนนา
หมอนวด      =          ผู้ที่ชำนาญในการนวด
  ๓.        ช่วยให้การใช้คำไทยที่มาจากภาษาต่างประเทศ       ประสมกลมกลืนกับคำไทยแท้ได้สนิท   เช่น
พลเมือง        =          พล   ( บาลี )   +   เมือง   ( ไทย )
เสื้อเชิ้ต         =          เสื้อ  ( ไทย )   +    เชิ้ต   ( อังกฤษ  -  shirt )
รถเก๋ง           =          รถ     ( บาลี )   +   เก๋ง   ( จีน )

                                            ความรู้เพิ่มเติมกดคร่าาาาาาาาาาาาา





วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562

คำวิเศษณ์

                                                                         
                                                                                            นางสาวจันทร์จิรา เรืองฤทธิ์ สาขาภาษาไทย
                                                                                            รหัส ๖๑๑๘๑๐๑๐๐๐๘

 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คำวิเศษณ์
ความหมายของคำวิเศษณ์


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
คำวิเศษณ์  คือ  คำที่ทำหน้าที่ขยายคำนาม  คำสรรพนาม คำกริยา หรือคำวิเศษณ์เอง เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำวิเศษณ์มักจะอยู่หลังคำที่นำมาขยาย


ชนิดของคำวิเศษณ์
หลักภาษาไทยได้แบ่งคำวิเศษณ์ออกเป็น ๑๐ ชนิด  ดังนี้

๑. ลักษณวิเศษณ์ คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อบอกลักษณะของคำนั้น ๆ อาจบอกชนิดขนาด  สี เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอาการ เช่น
                      ดอกมะลิมีกลิ่นหอม         (บอกกลิ่น)
                      ปากกาสีดำตกอยู่ใต้โต๊ะ (บอกสี)


๒. กาลวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อบอกเวลา เช้า  สาย บ่าย โบราณ ปัจจุบัน อดีต อนาคต เช่น
                         เมื่อคืนนี้ลมพัดแรงมาก
                         เขาไปเรียนพิเศษทุกวัน


๓. สถานวิเศษณ์ คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อบอกสถานที่ ไกล ใกล้  บน ล่าง เหนือ ใต้ เช่น
                         เขาเป็นคนอีสาน
                         โรงเรียนของฉันอยู่ไกล


๔. ประมาณวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อบอกจำนวนนับ  หนึ่ง สอง ที่หนึ่ง ที่สอง หรือบอกปริมาณ  มาก น้อย จุ หมด อันลำ ทั้งหมด บาง บ้าง  ต่าง เช่น
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คำวิเศษณ์
                         เขากินข้าวจุ
                         ฉันสอบได้ที่หนึ่ง
๕. ปฤจฉาวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อแสดงความสงสัยหรือเป็นคำถามว่าใคร ทำไม ที่ไหน เท่าไร อะไร เช่น
                         คนไหนเรียนเก่ง
                         คุณชอบรับประทานอาหารประเภทใด

๖.  นิยมวิเศษณ์ คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อบอกความแน่นอน  ความชัดเจนว่าเป็นสิ่งนี้ สิ่งนั้น นี่ นั้น  เอง แน่นอน เช่น
                         ฉันเองที่ทำแก้วแตก
                         พรุ่งนี้ผมจะไปหาคุณแน่นอน
ข้อสังเกตควรจำ
คำวิเศษณ์บอกความแน่นอนจะอยู่หลังคำขยาย  แต่ถ้าทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมในประโยค  จัดเป็นนิยมสรรพนาม เช่น
แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง  (นิยมวิเศษณ์)

นี่คือแม่ของฉัน                    (นิยมสรรพนาม)
 ๗. อนิยมวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่น โดยไม่บอกกำหนดแน่นอนลงไปว่า เมื่อไร  ที่ไหน อย่างไร ทำไม เช่น
                      เหตุใดเธอรีบกลับบ้าน
                      ฉันจำไม่ได้ว่าเขาชอบสีอะไร
ข้อสังเกตควรจำ
คำวิเศษณ์บอกความแน่นอนจะอยู่หลังคำขยายเท่านั้น  แต่ถ้าทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมในประโยค จัดเป็นอนิยมสรรพนาม  เช่น
                     เธอทำอะไรย่อมรู้อยู่แก่ไจ         (อนิยมวิเศษณ์)

                     อะไรฉันก็กินได้                    (อนิยมสรรพนาม)
๘. ประติชญาวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อแสดงอาการรับรอง โต้ตอบ  ขานรับ ว่า จ๊ะ จ๋า คะ เออ พะยะค่ะ เช่น
                  ท่านครับผมขอลาหยุด ๑ วัน
                  คุณคะเชิญทางนี้ค่ะ
๙. ประติเษธวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อแสดงความไม่ยอมรับ ได้แก่คำว่า ไม่ ไม่ได้ ไม่ใช่ หามิได้  เช่น
                 หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ของฉัน
                  ผมไม่ต้องการไปเที่ยวกับคุณ
๑๐. ประพันธวิเศษณ์คือ คำที่ใช้เชื่อมคำอื่น โดยมีคำว่า  ที่ ซึ่ง อัน ดังที่ เพื่อว่า อย่างที่ ชนิดที่  ที่ว่า คือ เพื่อว่า เช่น
               จงทำอย่างที่ฉันสั่ง
               เขากินชนิดที่คนอื่นไม่กล้ามอง

รูปภาพที่เกี่ยวข้องหน้าที่ของคำวิเศษณ์
๑. คำวิเศษณ์ทำหน้าที่ขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้า  เช่น
บ้านสวยราคาไม่แพง  (สวย เป็นคำวิเศษณ์ขยายคำนาม บ้าน)
๒. คำวิเศษณ์ทำหน้าที่ขยายคำสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เช่น
ฉันเองเป็นคนบอกความจริงแก่เขา (เอง เป็นวิเศษณ์ขยายคำสรรพนาม  ฉัน)
๓. คำวิเศษณ์ทำหน้าที่ขยายคำกริยา  เช่น
คนตื่นเช้ามักได้เปรียบคนอื่น  (เช้า เป็นคำวิเศษณ์แสดงเวลาทำหน้าที่ขยายคำกริยา  ตื่น)
๔. คำวิเศษณ์ทำหน้าที่ขยายคำวิเศษณ์ด้วยกันเอง  เช่น
นางสาวไทยคนนี้มีหน้าตาสวยมาก (มาก เป็นคำวิเศษณ์บอกจำนวนที่ทำหน้าที่ขยายคำวิเศษณ์ สวย)
ความรู้เพิ่มเติมจร้าาาาาาาา


👉👉👉👉คลิกๆๆๆๆๆๆๆ👈👈👈👈

วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2562

เทคโนโลยีการศึกษากับครูไทยในศตวรรษที่ 21

                                                                                                                             
                                                                                  นางสาวจันทร์จิรา เรืองฤทธิ์ สาขาวิชาภาษาไทย
                                                                                                                                      รหัสนักศึกษา 61181010008


เทคโนโลยีการศึกษากับครูไทยในศตวรรษที่ 21

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง             เมื่อสังคมโลกได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสําคัญของการนําเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจําวันครูในศตวรรษที่ 21 จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับการเรียนรู้ ให้เท่าทันยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย การปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปถือเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญสำหรับอาชีพครูเพราะต้องนำความรู้ในยุคสมัยนั้นๆมาสอนศิษย์ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในวงการศึกษา ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้สามารถชี้แนะและส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตลอดเวลาครูไทยในอนาคตยังต้องมีความรู้จริงในเรื่องที่สอน และต้องมีเทคนิควิธีการให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์ รวมทั้งจัดกิจกรรมเชื่อมโยงความรู้จากแหล่งเรียนรู้ภายนอก ฝึกให้นักเรียนทํางานเป็นทีม เป็นนักออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ และแสดงออกซึ่งความรักและความห่วงใยต่อนักเรียน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เทคโนโลยีการศึกษากับครูไทยในศตวรรษที่ 21
เมื่อสังคมโลกเปลี่ยนไป ผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้จากโรงเรียนเพียงแห่งเดียว แต่สามารถเรียนรู้ได้จากแหล่งเรียนรู้ภายนอกที่เป็นสังคมรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอินเทอร์เน็ต การเข้าถึงความรู้ได้โดยง่ายทําให้ความรู้เดิมของนักเรียนของนักเรียนแต่ละคนค่อนข้างแตกต่างกันเพราะนักเรียนสามารถค้นหาความรู้ได้ด้วยตัวเขาเอง อยู่ที่ใครจะกระตือรือร้นในการแสวงหามากกว่ากัน ผู้ที่มีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ย่อมมีความรู้มากกว่าผู้ที่ไม่สนใจขวนขวายหาความรู้ เมื่อเป็นเช่นนี้ครูควรตรวจสอบความรู้เดิมของนักเรียนแต่ละคนและพยายามแก้ไขความรู้ที่ผิด เพื่อความรู้ผิดๆ จะได้ไม่ติดตัวเขาไปซึ่งการตรวจสอบความรู้เดิมของผู้เรียนเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการวิเคราะห์ผู้เรียนเพื่อออกแบบระบบการสอน ซึ่งไม่ว่าจะยุคสมัยใดการออกแบบระบบการสอนยังเป็นสิ่งจําเป็นที่ครูต้องปฏิบัติ เพียงแต่ต้องปรับกระบวนการให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย การที่ให้ครูออกแบบการสอนถือเป็นสิ่งที่ดีเพราะผู้เรียนจะได้มีความเข้าใจเนื้อหาตำราที่ครูต้องการจะสอน ออกแบบให้นักเรียนได้เป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเองมากกว่าการรับการถ่ายทอดจากครูผู้สอนเพื่อที่ผู้เรียนจะได้รู้แนวทางในการที่จะขวนขวายหาความรู้ว่าควรศึกษาเรื่องใดก่อนและเรื่องใดศึกษาที่หลังเพื่อความเข้าใจที่มากยิ่งขึ้น  

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาและอุปสรรคของครูไทย

ด้วยสภาพและวิธีการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ครูต้องพัฒนาตนเอง พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้สอดรับกับวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ได้ผู้เรียนที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามมาตรฐานของหลักสูตร แต่การพัฒนาการศึกษาของชาติ ไม่ใช่เฉพาะภาระหน้าที่ของใครหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้นแต่เป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความตระหนักและช่วยกันหาทางออก โดยปัญหาทางการศึกษาที่สําคัญก็คือ ปัญหาด้านครู
             ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคของการทําหน้าที่ครู  
- ภาระงานอื่นนอกเหนือจากการสอน การทําหน้าที่อื่นนอกเหนือจากการสอน  คือเรื่องจริงเพราะโรงเรียนในประเทศไทยให้ครูผู้สอนปฏิบัติหน้าที่อื่น เช่น พัสดุบุคคล ธุรการ จนทําให้ประสิทธิภาพการสอนลดลงทําให้ครูมีเวลาเตรียมการสอนและมีสมาธิในการสอนน้อยลง
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง-จํานวนครูไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพการสอนของครู เช่น เมื่อครูผู้สอนไม่พอก็นำครูในโรงเรียนที่มีอยู่มาสอนอีกวิชาหนึ่งที่ตัวเองไม่ได้เรียนสาขาวิชานั้นมาแต่สามารถสอนได้แต่ก็ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ
-ขาดทักษะทางด้านไอซีที โดยครูจํานวนมากยังขาดทักษะด้านนี้ จึงทําให้รับรู้ข้อมูล หรือมีแหล่งค้นคว้าข้อมูลน้อยกว่านักเรียน อาจจะด้วยภาระงานต่างๆ ทำให้ครูมีเวลาอยู่กับไอซีทีน้อยทำให้ไม่มีความชำนาญ
-ครูรุ่นใหม่ขาดความเชี่ยวชาญในการสอนทั้งทางวิชาการและคุณลักษณะความเป็นครู ความเอาใจใส่ต่อเด็กลดลง ขาดประสบการณ์ ขณะที่ครูรุ่นเก่าไม่ปรับตัวทำให้การเรียนรู้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
-ครูสอนหนักส่งผลให้เด็กเรียนมากขึ้น ผลการทดสอบระดับชาติที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ ทําให้ครูแก้ปัญหาโดยยังคงยึดวิธีการสอนแบบเดิม ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสม
-ขาดอิสระในการจัดการ ครูยังคงต้องปฏิบัติตามนโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งนโยบายเหล่านั้นไม่ได้ถูกต้องและดีเสมอไป เช่น การเรียนภาษาอังกฤษ นักเรียนบางวที่เรียนภาษาอังกฤษ 15 ปี แต่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้
       
    >>>>>ความรู้เพิ่มเติมจ้าาาาาา<<<<<<





                                                                                                                            



วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562





รูปภาพที่เกี่ยวข้อง




นางสาวจันทร์จิรา เรืองฤทธิ์ สาขาวิชาภาษาไทย

รหัส 61181010008


เทคโนโลยีกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครู

การใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในสังคมยุคดิจิทัลและในการพัฒนาให้ครูมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการใช้เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะช่วยให้ประเทศไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เพราะในปัจจุบันโลกของเราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร การที่โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจึงจำเป็นที่บุคคลต้องมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวในการใช้ชีวิตให้เข้ากับบริบททางสังคมยุคดิจิทัลได้ การที่เราจะพัฒนาบุคคลให้สามารถพัฒนาตนเองได้นั้น เราควรฝึกฝนบุคคลตั้งแต่เด็กเพราะการที่เราฝึกตั้งแต่เด็กจะทำให้เขามีความเข้าใจ มีความชำนาญในเรื่องต่างๆ แต่การที่ครูจะฝึกฝนเด็กได้นั้นครูควรพัฒนาตนเองให้มีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต  

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง                                                     
UNESCO (UNESCO,1968 as cited in Sungsri, 2013) กล่าวว่า “การศึกษาสำหรับเด็กต้องมีการทบทวนและปรับปรุงใหม่ การศึกษาจะไม่สิ้นสุดลงที่การสอนและการได้รับประกาศนียบัตรจากสถาบันการศึกษา แต่ควรจะเป็นกระบวนการต่อเนื่องไปตลอดชีวิต ในทางกลับกันความสามารถของผู้ใหญ่ในการเรียนรู้ ในการรับการฝึกอบรม ในการพัฒนาสติปัญญาจิตใจ วัฒนธรรมก็ขึ้นอยู่โดยตรงกับคุณภาพและขอบเขตของการศึกษาที่ได้รับเมื่อเป็นเด็กหรือวัยรุ่น” เป็นเรื่องจริงเพราะการที่เรียนรู้แต่ในกรอบ ความคิดที่อยู่ในกรอบจะไม่ทำเราเกิดการเรียนรู้หรือความคิดที่สร้างสรรค์ ในตอนเด็กเราได้รับการฝึกอบรมมาเช่นไร เราก็จะเป็นคนเช่นนั้น และในการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบเดิมของครู ก่อนที่จะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการค้นหาความรู้ ส่วนใหญ่จะเป็นการค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือ เอกสารตำรา หรือการได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีความล่าช้า และการออกไปค้นหาตำราต้องใช้การเดินทางซึ่งค่อนข้างไม่สะดวก แต่ในปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการค้นหาความรู้จึงเป็นช่องทางที่สะดวก รวดเร็ว เพราะสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกช่วงอายุ เพียงแต่มีข้อจำกัดในเรื่องของ “ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ” เท่านั้น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เทคโนโลยีกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครู

ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับครูที่จะต้องทำงานในโลกยุคศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่องจริงเพราะทักษะต่างๆมีความสำคัญกับการสอนเด็กเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่ครูสั่งสอนลูกศิษย์ในวันนี้จะใช้ไม่ได้กับโลกอนาคต เพราะเนื่องจากอาชีพที่จะเกิดขึ้นอนาคต จะเกิดอาชีพใหม่ๆเพราะโลกของเราได้เปลี่ยนแปลงไปจึงทำให้สามารถที่จะเกิดอาชีพใหม่ๆได้อีกมากมาย แบบที่คนในรุ่นปัจจุบันคาดเดาได้ยาก ครูจึงต้องเป็นบุคคลที่ต้องเรียนรู้ให้ไปถึงชายขอบของพรหมแดนแห่งความรู้ในทุกเรื่องให้ได้ก่อนใครในสังคม ดังนั้น เครื่องมือที่จะมารับใช้ในการทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทั้งแบบความรู้ที่อยู่ในตำราและการสังเคราะห์ความรู้ร่วมกันจนเกิดเป็นความรู้ติดตัวนั้น เครื่องมือสำคัญ คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ แต่การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศก็มีอุปสรรคต่างๆในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูเช่นเดียวกัน                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                             
                                                                                       อุปสรรค ปัญหาในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครู
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เทคโนโลยีผิด
1. ปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ซึ่งส่วนมากมักเกิดกับครูที่สูงอายุ หรือมีอายุมากกว่า 50 ปี ขึ้นไป หรือครูที่เป็นผู้บริหาร ที่จะปฏิเสธการใช้เทคโนโลยีในทุกรูปแบบ พฤติกรรมที่ไม่สามารถใช้

เทคโนโลยีสารสนเทศได้ จึงไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านช่องทางนี้ แต่จะมีการค้นคว้าหาความรู้ผ่านช่องทางอื่น เช่น จากบุคคลสู่บุคคล หรือแหล่งเรียนรู้แหล่งอื่น เช่น ห้องสมุด รายการโทรทัศน์ เป็นต้น
2. ทักษะการค้นคว้าข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการเข้าถึงข้อมูล คือ การใช้คีเวิร์ดในการสืบค้นที่ไม่ครอบคลุม ทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความต้องการ หรือการไม่ทราบแหล่งสืบค้นที่มากพอรวมทั้งการไม่ใช้ภาษาอังกฤษในการค้นหาข้อมูลทำให้ได้ข้อมูลที่จำกัด
3. การประเมินข้อมูล อันประกอบด้วย ความทันสมัยความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องยังเป็นอุปสรรคอยู่เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ตลอดชีวิต นั้น มีข้อมูลมากมายมหาศาลที่ปรากฏในเว็บไซด์ การพิจารณาแหล่งข้อมูล เช่น URL ผู้เขียน และหน่วยงานที่ให้ข้อมูล
จากอุปสรรคปัญหาในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งที่ดิฉันเห็นด้วยเพราะ
1.ครูที่มีอายุมากๆจะไม่เชี่ยวชาญด้านการใช้เทคโนโลยีเพราะสมัยก่อนการสือบค้นช้อมูลจะสืบค้นจากตำรา เอกสาร ถามผู้เชี่ยวชาญ พอมีเทคโนโลยีเข้ามาเขาก็ไม่ได้สนใจที่จะใช้เทคโนโลยีเพราะเขาคุ้นเคยกับการค้นคว้าที่เคยทำมาตั้งแต่เด็กๆ
2.การค้นหาข้อมูลในบางครั้งได้ข้อมูลที่ไม่ตรงตามความต้องการ อาจจะเป็นเพราะคำจัดความในด้านการหา การไม่ใช้ภาษาอังกฤษในการค้นหา
3.ความน่าเชื่อถือลดน้อยลงเพราะบางเว็บไซต์ไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มา การพิจารณาแหล่งข้อมูลมีความบิดเบือน
แต่ถึงอย่างไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูถือเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างมากในยุคปัจจุบันเพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่จำกัด



ดูวีดีโอเพิ่มเติมความรู้จ้าาาาาาาาาา💓💓💓