วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562

คำสมาส


                                                                                    นางสาวจันทร์จิรา เรืองฤทธิ์ สาขาวิชาภาษาไทย
                                                                                    รหัส ๖๑๑๘๑๐๑๐๐๐๘
 
                                     
                                           
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ป้ายคำสมาส

คำสมาส  คือ การสร้างคำขึ้นใหม่โดยการนำคำมูลบาลีหรือสันสกฤตตั้งแต่สองคำขึ้นไปซึ่งมี ความหมายต่างกันมาเรียงต่อกันแล้วเกิดคำใหม่และมีความหมายใหม่  เวลาอ่านก็อ่านเพิ่มพยางค์สุดท้ายของคำแรกและแปลจากหลังไปหน้า เช่น
ประวัติ(ส) + ศาสตร์(ส.)   =  ประวัติศาสตร์ (ประ -หวัด - ติ - สาด)  แปลว่า วิชาว่าด้วยเรื่องเก่าแก่

วิธีสังเกตคำสมาส
๑.  คำที่นำมาสมาสกันต้องเป็นคำบาลีหรือสันสกฤตเท่านั้น   เช่น
      มูล ( บ. )    +   นิธิ ( บ. )              =       มูลนิธิ
      วรรษ ( ส. ) +   ฤดู ( ส. )              =       วรรษฤดู
      หัตถ ( บ. )  +   ศึกษา ( ส. )         =       หัตถศึกษา
      วิทย  (ส.)    +   ฐานะ  (บ.)          =        วิทยฐานะ 
๒. การแปลความหมายแปลจากข้างหลังมาข้างหน้า  เช่น        
      อุทก (น้ำ)   +   ภัย (อันตราย)            =   อุทกภัย (ภัยอันตรายจากทางน้ำ)
      รัตติ (กลางคืน) + กาล (เวลา)            =    รัตติกาล (เวลากลางคืน)
๓. การอ่านออกเสียงต้องอ่านออกเสียงต่อเนื่องหรืออ่านออกเสียงเพิ่มพยางค์สุดท้าย    ของ  คำหน้า เช่น
     พฤติ + กรรม      =     พฤติกรรม (พฺรึด - ติ - กำ)
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปการ์ตูนเรียนหนังสือ     กาย  + ภาพ        =     กายภาพ (กาย - ยะ - พาบ)
๔. ถ้าพยางค์ท้ายของคำหน้ามีวิสรรชนีย์ หรือ ทัณฑฆาต  เมื่อเข้าสมาสแล้วต้องตัด            วิสรรชนีย์ หรือทัณฑฆาตออก  เช่น
     ธุระ  +  กิจ          =   ธุรกิจ
     มนุษย์ + ธรรม    =    มนุษยธรรม
๕.  คำราชาศัพท์ที่มีคำว่า”พระ”นำหน้าคำมูลบาลีหรือสันสกฤต จัดว่าเป็นคำสมาส  เช่น
      พระ  +  พักตร์ (ส.)   =    พระพักตร์
      พระ  +  บิดา (บ.)      =    พระบิดา
 ๖.   คำบาลีหรือสันสกฤตที่มีคำว่า  “ ศาสตร์ กรรม ภาพ ภัย ศิลป์ ศึกษา สถาน ธรรม กร วิทยา”  ต่อท้ายถือว่าเป็นคำสมาส   เช่น
จิตศาสตร์ โจรกรรม ภราดรภาพ อัคคีภัย นาฏศิลป์ อาชีวศึกษา เทวสถาน นิติกร  วัฒนธรรม จิตวิทยา
ข้อสังเกต
๑.มีคำสมาสบางคำไม่อ่านออกเสียงพยางค์สุดท้ายของคำหน้าแต่อ่านตามความนิยม เช่น                                              
   ชลบุรี  (ชน - บุ - รี)                    
   สุพรรณบุรี  (สุ - พัน - บุ -รี)
   สมุทรปราการ (สะ - หฺมุด - ปฺรา - กาน)  ฯลฯ
 ๒.มีคำสมาสบางคำที่เป็นคำหลักทั้งสองคำ จะแปลจากหน้าไปหลังหรือจากหลังไปหน้า   ก็ได้  แต่เวลาอ่านจะต้องอ่านออกเสียงต่อเนื่องกัน เช่น
    บุตร  +  ภรรยา         =   บุตรภรรยา (บุด - ตฺระ - พัน - ระ - ยา)
    สมณ  +  พราหมณ์   =   สมณพราหมณ์ (สะ - มะ - นะ - พฺราม)
ยกเว้น         ประธานสภา   ผลบุญ  ประวัติบุคคล  ประวัติชีวิต  ราชวัง  ผลไม้  พระสาง  พระเขนย 

วิธีอ่านคำสมาส
๑.  ถ้าพยางค์สุดท้ายของคำหน้าเป็นเสียง “อะ” ให้ออกเสียง “อะ” กึ่งเสียง เช่น
     โบราณ + คดี        =     โบราณคดี (โบ - ราน - นะ - คะ- ดี)
     สัตว  +  แพทย์      =     สัตวแพทย์ (สัด - ตะ -วะ - แพด)     
     คุณ  +  วุฒิ           =     คุณวุฒิ  (คุน – นะ – วุด – ทิ)
๒.  ถ้าพยางค์สุดท้ายของคำหน้าเป็นเสียง “อิ” ให้ออกเสียง “อิ” เช่น
     ภูมิ  +  ภาค           =      ภูมิภาค (พู - มิ - พาก)
     เกียรติ  + คุณ        =      เกียรติคุณ  (เกียด – ติ – คุน)
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง   อุบัติ  +  เหตุ          =      อุบัติเหตุ  (อุ – บัด – ติ – เหด)
   ยกเว้น   ชาติ +  นิยม          =      ชาตินิยม (ชาด - นิ – ยม)
๓.  ถ้าพยางค์สุดท้ายของคำหน้าเป็นเสียง “อุ” ให้อ่านออกเสียง “อุ”  เช่น
      เกตุ  +  มาลา         =      เกตุมาลา (เกด - ตุ - มา -ลา)
     ธาตุ  +  สถูป         =      ธาตุสถูป (ทาด - ตุ - สะ -ถูบ)
๔.  ถ้าพยางค์สุดท้ายของตัวหน้าเป็นตัวควบกล้ำ  ให้อ่านออกเสียงควบกล้ำด้วย  เช่น
      เกษตร + กรรม     =      เกษตรกรรม (กะ - เสด - ตฺระ - กำ)
      มิตร    + ภาพ        =      มิตรภาพ (มิด - ตฺระ - พาบ)
๕.  คำว่า “บรม  ราช” เป็นคำสมาสต้องอ่านออกเสียง “-มะ- , -ชะ-”  เช่น
      พระราชกรณียกิจ                อ่านว่า    พฺระ - ราด - ชะ - กะ - ระ - นี - ยะ - กิด
      พระบรมราชูปถัมภ์             อ่านว่า    พฺระ - บอ - รม - มะ - รา - ชู - ปะ - ถำ

                                       😘😘เพิ่มเติมความรู้😘😘









คำประสม.


                                                                    นางสาวจันทร์จิรา เรืองฤทธิ์ สาขาภาษาไทย
                                                        รหัส ๖๑๑๘๑๐๑๐๐๐๘
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คำประสม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คำประสมคำประสม     คือ   คำที่เกิดจากการเอาคำมูลที่มีความหมายต่างกันตั้งแต่   ๒  คำขึ้นไปมารวมกันเข้าเป็นคำเดียว   กลายเป็นคำใหม่   มีความหมายใหม่   แต่ยังมีเค้าความหมายเดิมอยู่   เช่น   ลูกเสือ ( นักเรียนที่แต่งเครื่องแบบ )    แสงอาทิตย์  ( งูชนิดหนึ่งมีเกล็ดสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ซึ่งแปลกกว่างูชนิดอื่น  ๆ )    หางเสือ  ( ที่บังคับทิศทางเรือ )   แต่ถ้าลูกเสือ  หมายถึง  ลูกของเสือ   แสงอาทิตย์  หมายถึง  แสงของดวงอาทิตย์        หางเสือ  หมายถึง   หางของเสือ   อย่างนี้ไม่จัดเป็นคำประสม   เพราะไม่เกิดความหมายใหม่ขึ้น  จัดเป็นวลีที่เกิดจากการเรียงคำธรรมดาเท่านั้น
  คำประสมภาษาไทยเกิดขึ้นได้หลายกรณี   ดังนี้   
 ๑.  เกิดจากคำไทยประสมกับคำไทย  เช่น
         ไฟ       +        ฟ้า      =        ไฟฟ้า
          ตาย    +        ใจ      =        ตายใจ
          ผัด     +        เปรี้ยว           +        หวาน            =        ผัดเปรี้ยวหวาน

๒.  เกิดจากคำไทยประสมกับคำต่างประเทศ   เช่น
ไทย    +        บาลี    =        หลัก   +        ฐาน    -         หลักฐาน
บาลี    +        ไทย    =        ราช    +        วัง       -         ราชวัง
ไทย    +        สันสฤต         =        ทุน     +        ทรัพย์ -         ทุนทรัพย์
ไทย    +        สันสฤต         =        ตัก      +        บาตร  -         ตักบาตร
รูปภาพที่เกี่ยวข้องไทย    +        เขมร   =        นา      +        ดำ      -         นาดำ
ไทย    +        เขมร   =        นา      +        ปรัง    -         นาปรัง
จีน      +        ไทย    =        หวย    +        ใต้ดิน  -         หวยใต้ดิน
ไทย    +        จีน      =        ผ้า      +        ผวย    -         ผ้าผวย
ไทย    +        อังกฤษ         =        เหยือก          +        น้ำ     -         เหยือกน้ำ
ไทย    +        อังกฤษ         =        พวง    +        หรีด    -         พวงหรีด
๓.   เกิดจากคำต่างประเทศประสมกับคำต่างประเทศ   เช่น
 บาลี   +        จีน      -         รถ      +        เก๋ง     -         รถเก๋ง
บาลี    +        สันสฤต         -         กิตติ   +        ศัพท์   -         กิตติศัพท์
จะเห็นว่า   คำประสมเกิดขึ้นได้จากการรวมตัวกันระหว่างคำไทยกับคำไทย    คำไทยกับคำต่างประเทศ  และคำต่างประเทศกับคำต่างประเทศ 
ชนิดของคำที่เอามาประสมกัน
คำไทยมีอยู่   ๗   ชนิด   คือ   คำนาม   คำสรรพนาม   คำกริยา   คำวิเศษณ์   คำบุพบท   คำสันธาน และ  คำอุทาน แต่คำไทยทั้ง   ๗   ชนิด   นี้มิใช่จะเอามาประสมกันได้ทั้งหมด   
คำที่ใช้ประสมกันได้เท่าที่ปรากฏ   มีดังนี้
๑.  คำนามประสมกับคำนาม
 เช่น     พ่อตา     แม่ยาย     ลูกน้อง     หน้าม้า     ลิ้นปี่     คอยหอย     หีบเสียง
กล้วยแขก           แม่น้ำราชวัง
๒.  คำนามประสมกับคำกริยา
 เช่น     นักร้อง     หมอดู     บ้านพัก     เรือบิน     ยาถ่าย     รถเข็น     ไก่ชน    
คานหาม     น้ำค้าง     คนเดินตลาด
๓.  คำนามประสมกับคำวิเศษณ์
เช่น     น้ำแข็ง     เบี้ยล่าง     หัวใส     หัวหอม     ใจดี     ใจเย็น     ม้าเร็ว     น้ำหวานปากเบา     ปลาเนื้ออ่อน
๔.  คำนามประสมกับคำลักษณะนาม
เช่น     วงแขน     วงกบ     ดวงหน้า     ลูกชิ้น     ดวงใจ     เพื่อนฝูง
๕.  คำนามประสมกับคำสรรพนาม
เช่น     คุณยาย     คุณพระ     คุณหลวง
๖.   คำกริยาประสมกับคำกริยา
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง เช่น     ตีพิมพ์     เรียงพิมพ์     พิมพ์ดีด     นอนกิน     ฟาดฟัน     กันสาด     ตีชิง
ห่อหมก     เที่ยวขึ้น     เที่ยวล่อง
๗.  คำกริยาประสมกับคำวิเศษณ์
เช่น     ลงแดง     ยินดี     ถือดี     ยิ้มหวาน     สายหยุด     ดูถูก     ผัดเผ็ด     ต้มจืด
บานเย็น     บานเช้า
๘.  คำวิเศษณ์ประสมกับคำวิเศษณ์
เช่น     หวานเย็น     เขียนหวาน     เปรี้ยวหวาน     คำขำ     คมขำ     คมคาย
การพิจารณาคำประสม
คำประสมมีลักษณะเป็นกลุ่มคำหรือวลี   การพิจารณากลุ่มคำใด  ๆ  ว่าเป็นคำประสมหรือไม่นั้น   สามารถพิจารณาได้จากลักษณะต่อไปนี้
๑.  พิจารณาลักษณะการเรียงคำและความหมาย      คำประสมจะเรียงคำหลักไว้ข้างหน้า   คำที่เป็นเชิงขยายจะเรียงไว้ข้างหน้า   ความหมายที่เกิดขึ้นจะเป็นความหมายใหม่โดยมีเค้าความหมายเดิมอยู่   เช่น
ลูกน้ำ  หมายถึง        ลูกยุง  เป็นคำประสม
ไฟฟ้า  หมายถึง        พลังงานชนิดหนึ่ง     เป็นคำประสม
เบี้ยล่าง         หมายถึง        เสียเปรียบ     เป็นคำประสม
ยิงฟันหมายถึงการเผยอริมฝีปากให้เห็นฟันเป็นคำประสม
 แต่ถ้าหมายถึงการทำร้ายหรือยิงฟัน  ( ฟัน  =   อวัยวะ )      ก็ไม่เป็นคำประสม
เป็นเพียงวลีธรรมดา  เพราะถึงแม้จะเรียงคำเหมือนกันก็ตาม แต่ความหมายไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
 เว้นจังหวะ       หมายถึง           การหยุดไว้ระยะ               ไม่เป็นคำประสม
คนหนึ่ง           หมายถึง           คน  ๆ  เดียว                       ไม่เป็นคำประสม
๒.  พิจารณาจากลักษณนาม  ที่ใช้กับคำที่สงสัยว่าจะเป็นคำประสมหรือไม่โดยลองแยกดูว่าคำลักษณนามนั้นเป็นลักษณนามของทั้งสองคำร่วมกันหรือเป็นของคำหนึ่งคำใดโดยเฉพาะถ้าเป็นลักษณนามของทั้งสองคำร่วมกันกลุ่มคำนั้นก็เป็นคำประสมแต่ถ้าเป็นของคำหนึ่งคำใดโดยเฉพาะกลุ่มคำนั้นก็ไม่เป็นคำประสมเช่น
 ลูกตา   คน       นี้เสียแล้ว         คำว่า    ลูกตา   ไม่เป็นคำประสม   พิจารณาจากลักษณนาม  “ คน ”   เป็นลักษณะนามของตา   ซึ่งเป็นคน
 ลูกตา   ข้าง      นี้เสียแล้วคำว่าลูกตา  เป็นคำประสม   พิจารณาจากลักษณะนาม    “ ข้าง”   เป็นลักษณะนามลูกตา  ( อวัยวะ )
  รถเจ๊ก  คน       นี้เก่ามากคำว่ารถเจ๊ก    ไม่เป็นคำประสม    รถเจ๊ก  คันนี้เก่ามาก    คำว่ารถเจ๊ก เป็นคำประสม
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง๓.  พิจารณาจากความหมายในประโยค   หรือดูจากข้อความที่แวดล้อมคำซึ่งเราสงสัย       ในประโยคบางประโยค      หรือในข้อความบางข้อความ   เราไม่สามารถบ่งออกไปได้ทันทีว่าคำใดเป็นคำประสม   จนกว่าเราจะได้พิจารณาความหมายของคำนั้นให้ชัดเจนเสียก่อน   เช่น   ในประโยคต่อไปนี้
ก.นั่นลูกเลี้ยงใคร
ข.นั่นลูกเลี้ยงของใคร
ค.นั่นลูกเลี้ยงใครไว้
 คำว่าลูกเลี้ยงในข้อ
ก.เป็นได้ทั้งคำประสมและไม่ใช่คำประสม ถ้ามีข้อความอื่น     
หรือเหตุการณ์มาชี้ให้เห็นว่า   ผู้พูดประโยคนี้กำลังหมายถึงใครคนหนึ่งคำว่า  “ ลูกเลี้ยง ”    ก็จะเป็นคำประสม   แต่ถ้าผู้พูดกำลังถามลูกของตัวเองว่าเลี้ยงใครอยู่   คำว่าลูกเลี้ยงก็ไม่เป็นคำประสม  
ส่วนคำว่าลูกเลี้ยงในข้อ  ข.ข้อความใกล้เคียงบ่งชี้ว่าเป็นคำประสม อย่างไม่มีปัญหา   
ส่วนข้อ   ค.  คำว่าลูกเลี้ยงไม่ได้เป็นคำประสมคำว่าลูกเป็นนามและคำว่าเลี้ยงเป็นกริยาของประโยค
หรือ   ประโยคว่า  “ ลูกน้องของเธอมาแล้ว ”    คำว่าลูกน้อง   ก็อาจจะเป็นได้ทั้งคำประสมและไม่ใช้คำประสมเราจะตัดสินได้ก็ต่อเมื่อมีข้อความอื่นมาขยายหรือเราอยู่ในเหตุการณ์ที่กำลังพูดประโยคนี้อยู่ด้วยหรือสังเกตการเน้นคำก็ได้   เพราะคำว่า   ลูกน้อง   อาจมีความหมายว่า   ลูก  ( ของ )  น้อง  ( ไม่เป็นคำประสม )  หรือ  ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ  ( ของเธอ )   ( เป็นคำประสม )   เป็นต้น
ประโยชน์ของคำประสม
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คำประสม   ๑.  ทำให้มีคำใช้ในภาษามากขึ้นโดยใช้คำที่มีอยู่แล้วเอามารวมกันทำให้เกิดคำใหม่ ได้ความหมายใหม่
 ๒.  ช่วยย่อความยาวๆให้สั้นเข้าเป็นความสะดวกทั้งในการพูดและการเขียน   เช่น
นักร้อง          =          ผู้ที่ชำนาญในการร้องเพลง
ชาวนา          =          ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในผืนนา
หมอนวด      =          ผู้ที่ชำนาญในการนวด
  ๓.        ช่วยให้การใช้คำไทยที่มาจากภาษาต่างประเทศ       ประสมกลมกลืนกับคำไทยแท้ได้สนิท   เช่น
พลเมือง        =          พล   ( บาลี )   +   เมือง   ( ไทย )
เสื้อเชิ้ต         =          เสื้อ  ( ไทย )   +    เชิ้ต   ( อังกฤษ  -  shirt )
รถเก๋ง           =          รถ     ( บาลี )   +   เก๋ง   ( จีน )

                                            ความรู้เพิ่มเติมกดคร่าาาาาาาาาาาาา





วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562

คำวิเศษณ์

                                                                         
                                                                                            นางสาวจันทร์จิรา เรืองฤทธิ์ สาขาภาษาไทย
                                                                                            รหัส ๖๑๑๘๑๐๑๐๐๐๘

 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คำวิเศษณ์
ความหมายของคำวิเศษณ์


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
คำวิเศษณ์  คือ  คำที่ทำหน้าที่ขยายคำนาม  คำสรรพนาม คำกริยา หรือคำวิเศษณ์เอง เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำวิเศษณ์มักจะอยู่หลังคำที่นำมาขยาย


ชนิดของคำวิเศษณ์
หลักภาษาไทยได้แบ่งคำวิเศษณ์ออกเป็น ๑๐ ชนิด  ดังนี้

๑. ลักษณวิเศษณ์ คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อบอกลักษณะของคำนั้น ๆ อาจบอกชนิดขนาด  สี เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอาการ เช่น
                      ดอกมะลิมีกลิ่นหอม         (บอกกลิ่น)
                      ปากกาสีดำตกอยู่ใต้โต๊ะ (บอกสี)


๒. กาลวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อบอกเวลา เช้า  สาย บ่าย โบราณ ปัจจุบัน อดีต อนาคต เช่น
                         เมื่อคืนนี้ลมพัดแรงมาก
                         เขาไปเรียนพิเศษทุกวัน


๓. สถานวิเศษณ์ คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อบอกสถานที่ ไกล ใกล้  บน ล่าง เหนือ ใต้ เช่น
                         เขาเป็นคนอีสาน
                         โรงเรียนของฉันอยู่ไกล


๔. ประมาณวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อบอกจำนวนนับ  หนึ่ง สอง ที่หนึ่ง ที่สอง หรือบอกปริมาณ  มาก น้อย จุ หมด อันลำ ทั้งหมด บาง บ้าง  ต่าง เช่น
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คำวิเศษณ์
                         เขากินข้าวจุ
                         ฉันสอบได้ที่หนึ่ง
๕. ปฤจฉาวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อแสดงความสงสัยหรือเป็นคำถามว่าใคร ทำไม ที่ไหน เท่าไร อะไร เช่น
                         คนไหนเรียนเก่ง
                         คุณชอบรับประทานอาหารประเภทใด

๖.  นิยมวิเศษณ์ คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อบอกความแน่นอน  ความชัดเจนว่าเป็นสิ่งนี้ สิ่งนั้น นี่ นั้น  เอง แน่นอน เช่น
                         ฉันเองที่ทำแก้วแตก
                         พรุ่งนี้ผมจะไปหาคุณแน่นอน
ข้อสังเกตควรจำ
คำวิเศษณ์บอกความแน่นอนจะอยู่หลังคำขยาย  แต่ถ้าทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมในประโยค  จัดเป็นนิยมสรรพนาม เช่น
แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง  (นิยมวิเศษณ์)

นี่คือแม่ของฉัน                    (นิยมสรรพนาม)
 ๗. อนิยมวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่น โดยไม่บอกกำหนดแน่นอนลงไปว่า เมื่อไร  ที่ไหน อย่างไร ทำไม เช่น
                      เหตุใดเธอรีบกลับบ้าน
                      ฉันจำไม่ได้ว่าเขาชอบสีอะไร
ข้อสังเกตควรจำ
คำวิเศษณ์บอกความแน่นอนจะอยู่หลังคำขยายเท่านั้น  แต่ถ้าทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมในประโยค จัดเป็นอนิยมสรรพนาม  เช่น
                     เธอทำอะไรย่อมรู้อยู่แก่ไจ         (อนิยมวิเศษณ์)

                     อะไรฉันก็กินได้                    (อนิยมสรรพนาม)
๘. ประติชญาวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อแสดงอาการรับรอง โต้ตอบ  ขานรับ ว่า จ๊ะ จ๋า คะ เออ พะยะค่ะ เช่น
                  ท่านครับผมขอลาหยุด ๑ วัน
                  คุณคะเชิญทางนี้ค่ะ
๙. ประติเษธวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่นเพื่อแสดงความไม่ยอมรับ ได้แก่คำว่า ไม่ ไม่ได้ ไม่ใช่ หามิได้  เช่น
                 หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ของฉัน
                  ผมไม่ต้องการไปเที่ยวกับคุณ
๑๐. ประพันธวิเศษณ์คือ คำที่ใช้เชื่อมคำอื่น โดยมีคำว่า  ที่ ซึ่ง อัน ดังที่ เพื่อว่า อย่างที่ ชนิดที่  ที่ว่า คือ เพื่อว่า เช่น
               จงทำอย่างที่ฉันสั่ง
               เขากินชนิดที่คนอื่นไม่กล้ามอง

รูปภาพที่เกี่ยวข้องหน้าที่ของคำวิเศษณ์
๑. คำวิเศษณ์ทำหน้าที่ขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้า  เช่น
บ้านสวยราคาไม่แพง  (สวย เป็นคำวิเศษณ์ขยายคำนาม บ้าน)
๒. คำวิเศษณ์ทำหน้าที่ขยายคำสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เช่น
ฉันเองเป็นคนบอกความจริงแก่เขา (เอง เป็นวิเศษณ์ขยายคำสรรพนาม  ฉัน)
๓. คำวิเศษณ์ทำหน้าที่ขยายคำกริยา  เช่น
คนตื่นเช้ามักได้เปรียบคนอื่น  (เช้า เป็นคำวิเศษณ์แสดงเวลาทำหน้าที่ขยายคำกริยา  ตื่น)
๔. คำวิเศษณ์ทำหน้าที่ขยายคำวิเศษณ์ด้วยกันเอง  เช่น
นางสาวไทยคนนี้มีหน้าตาสวยมาก (มาก เป็นคำวิเศษณ์บอกจำนวนที่ทำหน้าที่ขยายคำวิเศษณ์ สวย)
ความรู้เพิ่มเติมจร้าาาาาาาา


👉👉👉👉คลิกๆๆๆๆๆๆๆ👈👈👈👈